กลับไปหน้าหลัก
Hello Adv
หน้ารวม ประถม-มัธยม | นักศึกษามหาวิทยาลัย | หนุ่มสาวออฟฟิศ | ผู้ปกครอง
 
 
5 อันดับลิงค์ยอดนิยม
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 1
34
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 2
15
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3
13
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4
12
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 5
10
5 อันดับสมาชิกนิยมสูงสุดในฟอรัม
อันดับที่ 1 kwiin
5
อันดับที่ 2 BOL@#$%^&*(
4
อันดับที่ 3 minjo
3
อันดับที่ 4 mankittisak
3
อันดับที่ 5 zola
2
การศึกษาต่อต่างประเทศ
Australia
Canada
China
Czechoslovakia
Denmark
England
Finland
France
Germany
Hong Kong
India
Indonesia
Ireland
Israel
Italy
Japan
Korea
Morocco
Netherlands
New Zealand
Norway
Russia
Saudi Arabia
Scotland
Singapore
South Africa
Sweden
Switzerland
Taiwan
Thailand
Turkey
USA

Australia > ประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย - 29 / 06 / 2551

History of Australia : ประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย

นับตั้งแต่สมัยที่ผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมชาวอะบอริจิ้นอาศัยอยู่ในระบบสังคมที่ซับซ้อน และมีธรรมเนียมประเพณีที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งกับผืนดินและสิ่งแวดล้อมนั้น ออสเตรเลียมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมาก  ตั้งแต่เวลานั้น จนถึงเวลาที่นักสำรวจชาวยุโรป นักโทษ ผู้ตั้งถิ่นฐานอิสระ และผู้อพยพในระยะหลัง ได้เข้ามาเป็นครั้งแรก ออสเตรเลียได้ผ่านยุคเศรษฐกิจตกต่ำ สงคราม และเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองมา จนทำให้เกิดเมืองที่มีวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดนิ่ง และตำนานที่เล่าขานกันต่อมาของ “เดอะบุช” หรือเรื่องราวจากชนบท หรือดินแดนร้างผู้คน ตลอดจนเรื่องราวของ “นักต่อสู้ชาวออสซี่” ที่นี่ เป็นจุดเริ่มต้นแห่งใหม่สำหรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งเป็นที่ที่ผู้คนได้ประสบการณ์จากการเสื่อมและการเกิดใหม่ของวัฒนธรรมชนพื้นเมืองอีกด้วย

ประวัติศาสตร์ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 20
ชนผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมของออสเตรเลีย ที่รู้จักกันในนามว่าชาวอะบอริจิ้นออสเตรเลียนั้น มีประวัติทางวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก ซึ่งมีจุดกำเนิดนับย้อนหลังไปได้ตั้งแต่ช่วงปลายยุคน้ำแข็ง ถึงแม้ว่าจะมีปริศนาและความเห็นที่ไม่ตรงกันในแง่มุมต่าง ๆ ของยุคก่อนประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า มนุษย์กลุ่มแรกสุดนั้นเดินทางข้ามทะเลมาจากประเทศอินโดนีเซีย มีมาตั้งแต่ราว 70,000 ปีที่แล้ว
ชาวยุโรปเริ่มเข้ามาสำรวจออสเตรเลียในศตวรรษที่ 16 โดยมีนักเดินเรือชาวโปรตุเกสเดินทางมาเป็นกลุ่มแรก แล้วตามด้วยนักสำรวจชาวฮอลแลนด์และโจรสลัดชาวอังกฤษผู้รักการเสี่ยงภัยที่ชื่อ วิลเลียมแดมเพียร์ ต่อมา กัปตันเจมส์คุ๊ก เดินเรือผ่านชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียตลอดช่วงความยาวในปี ค.ศ. 1770 โดยหยุดพักระหว่างทางที่อ่าวบอตตานีเบย์ หลังจากที่ประกาศความเป็นเจ้าของทวีปในนามของประเทศอังกฤษ และตั้งชื่อที่นี่ว่านิวเซาท์เวลส์
ในปี ค.ศ. 1779 โจเซฟแบงค์ (นักธรรมชาติวิทยาในทีมสำรวจของกัปตันคุ๊ก) เสนอให้ประเทศอังกฤษแก้ปัญหาความแออัดในคุกโดยส่งนักโทษมาที่นิวเซาท์เวลส์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1787 กองเรือชุดแรกก็เดินทางมาที่อ่าวบอตตานีเบย์ โดยมีเรือ 11 ลำพร้อมนักโทษชายหญิงจำนวน 750 คน พวกเขาเดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1788 แต่ต่อมาไม่นานได้ย้ายไปอ่าวซิดนีย์ทางตอนเหนือ ซึ่งมีดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์กว่า สำหรับผู้มาอยู่ใหม่แล้ว นิวเซาท์เวลส์เป็นดินแดนที่ร้อนระอุ ทุรกันดาร และย่ำแย่มาก อีกทั้งยังมีภัยจากความอดอยากคุกคามอาณานิคมแห่งนี้อยู่เป็นเวลาหลายปี เพื่อเป็นการเอาชนะธรรมชาติและรัฐบาลที่กดขี่ข่มเหง ชาวออสเตรเลียใหม่กลุ่มนี้ จึงกลายก็เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานของตำนานที่ชื่อว่า “นักต่อสู้ชาวออสซี่”
เหล่านักตั้งถิ่นฐานอิสระเริ่มสนใจมาตั้งรกรากที่ออสเตรเลียในช่วงหลายทศวรรษต่อมา แต่การค้นพบแร่ทองในทศวรรษ 1850 ต่างหาก ที่ได้เปลี่ยนอาณานิคมแห่งนี้ไปอย่างถาวร การหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมายของผู้ย้ายถิ่นฐานและการค้นพบทองคำจำนวนมาก ได้ช่วยเร่งเศรษฐกิจและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมของอาณานิคมแห่งนี้ จนทำให้ชาวอะบอริจิ้นถูกขับไล่ออกจากผืนดินชนเผ่าอย่างไร้ความปรานี และเปิดทางให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เข้าจับจองแย่งชิงผืนดินมาทำฟาร์มหรือขุดเหมืองแร่
ก่อนสิ้นสุดศตวรรษที่ 19 ประชาชนมักจะยกย่องความสำคัญของ “เดอะบุช” (นั่นคือ ทุกที่ที่ห่างจากตัวเมือง) รวมถึงผู้คนที่อยู่ในนั้นด้วย เวทีสำหรับการสื่อสารอันยิ่งใหญ่ของ “กระแสชาตินิยมแนวเดอะบุช” นี้ ก็คือนิตยสาร Bulletin ยอดนิยมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและความรู้สึกผูกพันที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน และนักเขียนผู้มีชื่อเสียงที่สุดของตำนานเดอะบุช ก็คือ แฮรี่ลอว์สัน และ ‘แบนโจ’ แพตเตอร์สัน

ประวัติศาสตร์ในยุคศตวรรษที่ 20
ออสเตรเลียตั้งตัวเป็นประเทศเมื่ออาณานิคมที่แยกตัวกัน ได้ถูกรวบรวมเป็นสหพันธรัฐเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1901 กองทัพออสเตรเลียได้ต่อสู้เคียงข้างกองทัพอังกฤษในสงครามโบเออร์และสงครามโลกครั้งที่ 1 ออสเตรเลียต้องประสบกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักเมื่อราคาของขนสัตว์และข้าวสาลี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักสองอย่างของประเทศ ตกต่ำลงอย่างมาก ในปี ค.ศ. 1931 เกือบหนึ่งในสามของคนวัยทำงานต้องตกงาน และความยากจนก็ขยายวงกว้าง อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1933 เศรษฐกิจของออสเตรเลียก็เริ่มฟื้นตัว เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพออสเตรเลียได้สู้เคียงข้างกองทัพอังกฤษในยุโรปเช่นกัน แต่ในที่สุด สหรัฐต่างหากที่ได้ช่วยปกป้องออสเตรเลียจากการรุกรานของกองทัพอากาศญี่ปุ่น โดยเอาชนะญี่ปุ่นในสงครามที่เรียกชื่อกันว่า แบทเทิล ออฟ เดอะโครอลซี
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ออสเตรเลียได้ประสบกับคลื่นผู้อพยพชาวยุโรป ซึ่งตั้งแต่นั้นมา มีส่วนช่วยพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล โดยเพิ่มสีสันให้แก่วัฒนธรรมและขยายขอบเขตวิสัยทัศน์ของประเทศ ยุคหลังสงคราม จึงเป็นยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของออสเตรเลีย เนื่องจากวัตถุดิบของประเทศเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก ด้วยการนำของสหรัฐ ออสเตรเลียช่วยทำสงครามเกาหลีและในปี ค.ศ. 1965 ได้ส่งกองทัพไปช่วยเหลือสหรัฐอีกในสงครามเวียดนาม แต่การเข้าร่วมนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากนัก และพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารภาคบังคับที่ออกใช้ในปี ค.ศ. 1964 นั้น ทำให้เกิดปัญหาสำหรับชายรุ่นหนุ่มชาวออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก
การจลาจลที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านการเกณฑ์ทหารแบบบังคับจากประชาชน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พรรคกรรมกรออสเตรเลียมีแรงสนับสนุนมากขึ้นในปี ค.ศ. 1972 ภายใต้การนำของนายกอฟ วิทแลม รัฐบาลของวิทแลมได้สั่งการถอนทหารออสเตรเลียจากประเทศเวียดนาม ยกเลิกการเกณฑ์ทหารและค่าเล่าเรียนระดับปริญญา สร้างระบบสาธารณสุขที่ฟรีและครอบคลุมทั่วไป พร้อมทั้งสนับสนุนการให้สิทธิในที่ดินของชาวอะบอริจิ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนั้น ได้รับอุปสรรคจากวุฒิสภาที่เป็นปฏิปักษ์และเกิดมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลบริหารผิดพลาด ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1975 ผู้สำเร็จราชการ (ตัวแทนของราชวงศ์อังกฤษในออสเตรเลีย) ทำการที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ด้วยการยุบสภาและแต่งตั้งรัฐบาลรักษาการณ์ที่นำโดยผู้นำพรรคเสรีนิยมฝ่ายค้านที่ชื่อนายมัลคอล์ม เฟรเซอร์ ผลก็คือ รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประเทศชาติและพรรคเสรีนิยมหัวอนุรักษ์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อมา ส่วนพรรคแรงงานไม่ได้ชนะการเลือกตั้งอีกเลยจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1983 เมื่ออดีตหัวหน้าสหภาพแรงงาน นายบ็อบ ฮอค ได้นำพรรคจนเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอีกครั้ง

ประวัติศาสตร์ระยะหลังและออสเตรเลียในปัจจุบัน
หลังจากสภาพเศรษฐกิจถดถอยและอัตราการว่างงานสูงในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ในที่สุด ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนก็สูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาลพรรคแรงงาน และเมื่อต้นปี ค.ศ. 1996 หัวหน้าพรรคแรงงานนายพอล คีตติ้ง ก็พ่ายแพ้แก่ฝ่ายพรรคผสมฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นายจอห์น โฮเวิร์ด ออสเตรเลียมีระบบรัฐสภาสองชั้นโดยยึดแบบอย่างจากเวสมินสเตอร์ของประเทศอังกฤษ รัฐบาลมีสามระดับ ได้แก่รัฐบาลกลาง รัฐบาลระดับรัฐ และระดับท้องถิ่น รัฐสภากลางประกอบไปด้วยสภาผู้แทนและวุฒิสภา พรรคการเมืองที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่เว็บไซต์ www.australia.gov.au/govt-in-aust
ประเด็นเรื่องความเป็นรีพับบิกันก็คือ การเปลี่ยนประมุขของรัฐจากพระราชินีแห่งอังกฤษไปเป็นประธานาธิบดีออสเตรเลีย แนวคิดนี้ เป็นที่แพร่หลายในวงการเมืองของออสเตรเลียในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990  ประชาชน  โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาวชาวออสเตรเลีย ที่มีความเห็นว่าความผูกพันทางรัฐธรรมนูญกับอังกฤษนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไปแล้วนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และทางออกทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้าก็คือ การประกาศให้ออสเตรเลียเป็นสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตาม ประชามติระดับชาติที่จัดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1999 ได้ผลสรุปว่าให้ใช้ระบบเดิมต่อไป
ในช่วงครึ่งศตวรรษหลังที่มิติทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย แทบไม่ได้รับการยอมรับนั้น ได้เกิดการยอมรับกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศิลปะ วรรณกรรม และภาพยนตร์ ผลก็คือ อุดมคติ “นักต่อสู้ชาวออสซี่” แบบเดิม ๆ เริ่มได้รับความนิยมลดน้อยลง เหล่าผู้ย้ายถิ่นฐานได้นำเรื่องราว วัฒนธรรมและเรื่องเล่าต่าง ๆ ของตนเข้ามาผสมผสานกับเรื่องของชาวออสเตรเลียยุคอาณานิคม นอกจากนี้ ในปัจจุบัน ยังเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า นิยามที่แท้จริงของวัฒนธรรมประเทศ มีพื้นฐานมาจากชาวอะบอริจิ้น หรือชาวพื้นเมืองออสเตรเลียนั่นเอง
แนวคิดเรื่อง “ความฝันอันยิ่งใหญ่ของชาวออสเตรเลีย” ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเองนั้น  เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1950 ที่รุ่งโรจน์ และยังคงได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน กระแสนี้ ทำให้เกิดการแผ่นขยายของแปลงจัดสรรที่ดินในย่านต่าง ๆ ตามชานเมือง และในตัวเมืองเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ซิดนีย์และเมลเบิร์น สถาปัตยกรรมของออสเตรเลียในปัจจุบัน ไม่มีรูปแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และโครงการใหญ่ ๆ มักถูกแนวโน้มจากต่างประเทศมาครอบงำเสมอ ส่วนอาคาร “สมัยใหม่” ที่ว่ามีความน่าสนใจที่สุดในยุคปัจจุบันนั้น จริง ๆ แล้ว มีรูปแบบอาคารที่ลอกเลียนมาจากยุควิคตอเรียหรือยุคอื่น ๆ อยู่เสมอ แต่มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น ศูนย์ประชุมดาร์ลิงค์ฮาเบอร์ที่ซิดนีย์ พิพิธภัณฑ์เมลเบิร์น และศูนย์วัฒนธรรมที่อุทยานแห่งชาติอูลูรู-คาตาจูตาร์ที่ตั้งอยู่ในตอนกลางของทวีปออสเตรเลีย ซึ่งออกแบบโดยได้รับคำแนะนำจากเจ้าของอุทยานคนเก่า นอกจากนี้ยังมีจัตุรัสเฟเดเรชั่นสแควร์ที่เมืองเมลเบิร์น ซึ่งมีรูปร่างเป็นเรขาคณิตเฉียบคม อันเป็นการสะท้อนถึงความท้าทายทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง
ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เห็นชัดได้จากค่าเงินเหรียญออสเตรเลียที่ค่อนข้างสูง การค้ากับประเทศจีนที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกำไรที่ทะลุสถิติบางรายการของธุรกิจท้องถิ่นภายในประเทศ นอกจากนี้ สภาวะเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานที่ต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม ด้านลบได้แก่ สภาพขาดดุลการค้าของประเทศได้เพิ่มขึ้นเป็น 20.000 ล้านเหรียญ ส่วนหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนกำลังเพิ่มสูงขึ้น และราคาของอสังหาริมทรัพย์ในย่านใจกลางเมืองหลายแห่งก็เพิ่มสูงจนเกินความสามารถจะซื้อหาได้

ขอบคุณที่มาจาก www.australia.gov.au/govt-in-aust

กลับไปด้านบน


        
 
 
ดูทั้งหมด
 
 
Copyright © 2019 Toki Net All rights reserved.
เว็บไซต์การศึกษาดอทคอม เป็นเว็บไซต์ E-Learning ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรก และแห่งเดียว ในประเทศไทย ได้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน กวดวิชา สถาบันกวดวิชาออนไลน์ เฉลยข้อสอบเอเน็ทเฉลยข้อสอบโอเน็ท รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ด้านการศึกษาอีกด้วย ที่จะช่วยให้เด็กไทย ได้รับความรู้ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเหนื่อยต่อการเดิน ทางไกล สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ทดลอง "เรียนฟรี" ได้แล้ววันนี้ กับ เว็บไซด์เพื่อการศึกษา การศึกษาดอทคอม