กลับไปหน้าหลัก
Counter Service
หน้ารวม ประถม-มัธยม | นักศึกษามหาวิทยาลัย | หนุ่มสาวออฟฟิศ | ผู้ปกครอง
 
 
5 อันดับลิงค์ยอดนิยม
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 1
34
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 2
14
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3
13
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4
11
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 5
10
5 อันดับสมาชิกนิยมสูงสุดในฟอรัม
อันดับที่ 1 kwiin
5
อันดับที่ 2 minjo
3
อันดับที่ 3 mankittisak
3
อันดับที่ 4 BOL@#$%^&*(
2
อันดับที่ 5 ano608
1
ย้อนกลับ
กลับสู่เมนู
ถัดไป
กรุณา Login ก่อนทำการให้หลอดไฟ
ยังไม่มีผู้ให้หลอดไฟ

ความงามกับภาษา

องค์ประกอบของความงามกับภาษา

  1. ถ้อยคำ  เสียง  และความหมาย
  2. การเรียบเรียงถ้อยคำ
  3. ศิลปะของการประพันธ์

ถ้อยคำ เสียง และความหมาย
ถ้อยคำ มีความหมายแฝงอยู่ในลักษณะต่างๆกัน เช่น : -  1. คำนาม  2. คำกริยา  3. คำวิเศษณ์
คำนาม เช่น : - คำนามเรียกชื่อพืช, สัตว์
“บาน” -  บานชื่น  บานเช้า  บานเย็น  บานบุรี
“นาง” -  นางนวล  นางแบบ  นางอาย  นางรำ
คำสมาสที่สื่อความหมายกระชับ เช่น : -  นิติ  นิติกร  นิติกรรม  นิติภาวะ  นิติศาสตร์
กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม เช่น : -  ข้าวปลาอาหาร  งูเงี้ยวเขี้ยวขอ  ป่าดงพงพี  ลูกผีลูกคน  พระอิฐพระปูน  หัวหลักหัวตอ  ใบเงินใบทอง  ลูกพี่ลูกน้อง  
คำกริยา เช่น : - กระโดดโลดเต้น เคารพนบนอบ  จงรักภักดี  ตกปากตกคำ ฉกชิงวิ่งราว  ติดสอยห้อยตาม  ดีดสีตีเป่า  เข้าพระเข้านาง 
คำวิเศษณ์ หรือ คำขยาย
คำไวพจน์ คือ คำที่มีรูปต่างกัน แต่ความหมายคล้ายกัน เช่น คำที่มีความหมายว่า “งาม” แฉล้ม ไฉไล  ตระการ  เฉิดฉิน  พรรณราย  เพริศพราย  โศภิต  สะคราญ
คำมูลสี่พยางค์ที่เป็นคำวิเศษณ์ เช่น กระจุ๋มกระจิ๋ม  กระชุ่มกระชวย  ขะมุกขะมอม  สะลึมสะลือ
คำวิเศษณ์ที่เป็นคำซ้อน เช่น ราบคาบ  แจ่มจ้า  ชุ่มชื้น  เหี้ยมโหด  ยืดหยุ่น
เสียง  ทำให้เกิดความงามได้ 3 ลักษณะ คือ 1. เสียงวรรณยุกต์  2. เสียงสัมผัส  3. เสียงหนักเบา         
1. เสียงวรรณยุกต์ เช่น “จะจับจองจ่องจ้องสิ่งใดนั้น     ดูสำคัญคั่นคั้นให้อย่าฉงน
อย่าลามลวงล่วงล้วงดูเลศกล  ค่อยแคะคนค่นค้นให้ควรการ”                                          
2. เสียงสัมผัส  -  สัมผัสสระ หมายถึงเสียงสระคล้องจองกัน เช่น มี – ศรี, ไกล-ใจ ฯลฯ
-  สัมผัสพยัญชนะ หมายถึง เสียงพยัญชนะคล้องจองกัน เช่น แม่นแม้น หวงห้าม ชอกช้ำ ฯลฯ
3. เสียงหนักเบา ในการอ่านร้อยแก้วและร้อยกรอง จะต้องรู้จักการอ่านทอดเสียง เน้นเสียงหนักเบาที่คำบางคำ
เช่น อินทรวิเชียรฉันท์ 11
“ยังเหล่าลดาวัลย์   สุวคันธบุปผา
เผยคลี่ผิคลายมา     ลยะแย้มพเยียสยาย”

ความหมาย  คือ ความคิดสำคัญที่มีอยู่ในถ้อยคำต่างๆ

  1. ถ้อยคำกับบริบท ความหมายของคำจะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท หรือข้อความที่แวดล้อม
  2. ความหมาย ในกวีโวหาร เช่น : - 

      “นางเห็นรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน    รูปเงาะสวมไว้ให้คนหลง” (สังข์ทอง) 
คำว่า “รูปสุวรรณที่ซ่อนใต้รูปเงาะ ก็คือ คุณความดีที่ซ่อนอยู่ใต้รูปร่างหน้าขี้ริ้ว

การเรียบเรียงถ้อยคำ  มี 2 แบบ คือ : -  1.  ร้อยแก้ว  2.  ร้อยกรอง
แบบร้อยแก้ว

  1. การเรียงคำหลักและคำขยาย  คำขยายอยู่หลังคำหลัก  เช่น  อาหารเลิศรส  มรดกล้ำค่า
  2. เรียงคำสับที่ ความหมายจึงเปลี่ยนไป  เช่น  น้ำพึ่งเรือ  เสือพึ่งป่า  หวานเป็นลม  ขมเป็นยา

แบบร้อยกรอง

  1. ใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความรู้สึกและเห็นภาพได้ตามจินตนาการของกวี เช่น
    "จะประมวลเทวษไว้    พระชลนัยน์ที่โหยหา
    ดินฟ้าและยมนา           ไม่เท่าเทียมที่เรียมตรอม”  (กาพย์นางลอย)
  2. ใช้ถ้อยคำที่มีจังหวะและเสียงดุจดนตรี เช่น
    “ใช่การชาญกอบชอบกิจ   เพ่งมองผองมิตรพิศหมาย
    ข้อกล่าวข่าวกล้ำค่ำกลาย   เหมือนแทนแม่นกายหมายที”  (กลบทกบเต้นสามตอน)                     
  3.     
  4. เสนอสารที่ให้ความนึกคิดอันลึกซึ้ง เช่น ความคิดเกี่ยวกับชีวิต สังคม ธรรมชาติ  คุณธรรม
  5. ใช้ถ้อยคำบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้เกิดสะเทือนอารมณ์ เช่น อารมณ์เปล่าเปลี่ยว อารมย์แค้น  อารมณ์ทุกข์ทรมาน
ย้อนกลับ
กลับสู่เมนู
ถัดไป

        
 
 
ดูทั้งหมด
 
 
Copyright © 2017 Toki Net All rights reserved.
เว็บไซต์การศึกษาดอทคอม เป็นเว็บไซต์ E-Learning ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรก และแห่งเดียว ในประเทศไทย ได้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน กวดวิชา สถาบันกวดวิชาออนไลน์ เฉลยข้อสอบเอเน็ทเฉลยข้อสอบโอเน็ท รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ด้านการศึกษาอีกด้วย ที่จะช่วยให้เด็กไทย ได้รับความรู้ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเหนื่อยต่อการเดิน ทางไกล สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ทดลอง "เรียนฟรี" ได้แล้ววันนี้ กับ เว็บไซด์เพื่อการศึกษา การศึกษาดอทคอม