กลับไปหน้าหลัก
Counter Service
หน้ารวม ประถม-มัธยม | นักศึกษามหาวิทยาลัย | หนุ่มสาวออฟฟิศ | ผู้ปกครอง
 
 
5 อันดับลิงค์ยอดนิยม
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 1
34
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 2
15
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3
13
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4
12
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 5
10
5 อันดับสมาชิกนิยมสูงสุดในฟอรัม
อันดับที่ 1 kwiin
5
อันดับที่ 2 BOL@#$%^&*(
4
อันดับที่ 3 minjo
3
อันดับที่ 4 mankittisak
3
อันดับที่ 5 zola
2
ย้อนกลับ
กลับสู่เมนู
ถัดไป
กรุณา Login ก่อนทำการให้หลอดไฟ
มีผู้ให้หลอดไฟแล้ว 2 หลอด

List:                 Part of Speech
=================================
Description:   Part of Speech  คือ การแบ่งชนิดของคำตามหลักไวยากรณ์ เพื่ออธิบายหน้าที่และความสัมพันธ์ของคำต่างๆในประโยค แบ่งเป็น 8 ชนิด คือ (1)Noun(คำนาม), (2)Pronoun(คำสรรพนาม), (3)Verb(คำกริยา), (4)Adjective(คำคุณศัพท์), (5)Adverb(คำวิเศษณ์ หรือกริยาวิเศษณ์), (6)Preposition(คำบุพบท), (7)Conjunction(คำสันธาน), และ (8)Interjection(คำอุทาน)

Description:   Noun คือ คำที่ใช้เรียกคน,สัตว์,สิ่งของ,สถานที่ คุณสมบัติหรือคุณค่า โดยทำหน้าที่เป็น ประธาน,กรรม หรือส่วนเติมเต็มของประโยค แบ่งเป็น 8 ชนิดใหญ่ๆ คือ
(1)Common Noun (สามานยาม หรือนามทั่วไป เช่น boy, house)
(2)Proper Noun(วิสามานยาม หรือนามชี้เฉพาะเช่น Sunday, London)
(3)Collective Noun (สมุหนาม หรือนามบอกหมวดหมู่ เช่น flock, group)
(4)Material Noun (วัตถุนาม หรือนามที่เป็นชื่อแร่ โลหะ ของแข็ง ของเหลวบางครั้งเรียกว่า Mass Noun เช่น sugar, copper),
(5)Abstract Noun (อาการนาม หรือนามที่บอกภาวะ คุณลักษณะ การกระทำ เช่น death, pleasure)
(6)Noun Equivalent (สมมูลย์นาม หรือคำที่ไม่มีรูปเป็นคำนาม แต่นำมาใช้เป็นคำนาม หรือเสมือนนาม
(7)Compound Noun (คำนามประสม เช่น moonlight, swimming-pool, Bangkok Bank) (8)Agent Noun (นามแสดงความเป็นผู้กระทำ เช่น actor, visitor, musician)

Description:   Pronoun คือ คำที่ใช้แทน Noun เพื่อไม่ต้องกล่าวนามนั้นซ้ำ โดยทำหน้าที่เป็น ประธานหรือกรรมโดยแบ่งออกเป็น 7 ประเภท  
(1)Personal Pronoun (บุรุษสรรพนาม) คือ คำทีแทนชื่อจริงของผู้พูด ผู้ฟัง และบุคคล สัตว์ สิ่งของที่เรากล่าวถึง แบ่งเป็นรูปประธาน และรูปกรรม

(2)Possessive Pronoun (สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ) คือ คำที่แทนคำนาม เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ
(3)Reflexive Pronoun (สรรพนามสะท้อน) หรือบางครั้งเรียกว่า Emphatic Pronoun (สรรพนามเน้น) ก็ได้ เพื่อเน้นหรือย้ำการกระทำของประธาน
(
4)Relative Pronoun (ประพันธ์สรรพนาม) คือ คำที่ใช้แทนคำนามที่อยู่ข้างหน้า และเชื่อมประโยคหลังให้สัมพันธ์กัน
(

5)Definite Pronoun (สรรพนามชี้เฉพาะ) คือ คำที่แทนคำนาม ในความหมายที่ชี้เฉพาะเจาะจง หรือเรียกว่า Demonstrative Pronounได้แก่ this, that, these, those, one, ones เป็นต้น
(
6)Indefinite Pronoun (สรรพนามไม่ชี้เฉพาะ) คือ คำที่แทนคำนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ว่าหมายถึง คนใด สิ่งใด เช่น some, any, both, all
(7)Interrogative Pronoun (สรรพนามที่ใช้ตั้งคำถาม) คือ คำที่แทนคำนาม สำหรับประโยคคำถาม โดยไม่มีคำนามตามหลัง ได้แก่ who, whom, whose, what, which เป็นต้น
(
8)Distributive Pronoun (วิภาคสรรพนาม) คือ คำที่แทนคำนาม เพื่อการแบ่งแยก โดยไม่มีคำนามตามหลัง ได้แก่ each, either, neither เป็นต้น

Description:    Verb คือ คำที่เราใช้แสดงถึงการกระทำ หรือการถูกกระทำของประธาน รวมถึงคำที่นำมาช่วยกริยาตัวอื่นในประโยคด้วย เราสามารถแบ่งคำกริยาเป็น 2 ลักษณะ
(1)Finite Verb (กริยาแท้) หมายถึง กริยาจริงๆ ของประโยค ซึ่งต้องแปลผันตามประธาน และTense โดยสามารถแบ่งย่อยเป็น กริยาหลัก(Principal Verb) และ
กริยาช่วย (Auxilliary Verb หรือ Helping Verb)

และ
(2)Non Finite Verb (กริยาไม่แท้)
หมายถึง คำที่มีรูปเหมือนคำกริยา แต่ไม่ทำหน้าที่เป็นกริยาของประโยค กลับทำหน้าที่เหมือนคำนาม หรือคำคุณศัพท์

Description:    Adjective คือ คำที่ทำหน้าที่ขยายนาม หรือสรรพนาม เพื่อบอกให้รู้ลักษณะ คุณภาพ หรือคุณสมบัติของนามหรือสรรพนามนั้นว่าเป็นอย่างไร ทำให้นาม หรือสรรพนามคำนั้นมีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้นโดยแบ่งออกได้ 11 ชนิดใหญ่ ๆ 
(1)Descriptive Adjective (คือคุณศัพท์บอกลักษณะ เช่น good, rich, white, sorry)
(2)Proper Adjective (คือคุณศัพท์บอกสัญชาติ ซึ่งแปลงรูปมาจาก Proper Noun เช่น English, American, Italian)
(3)Quantitative Adjective (คือคุณศัพท์บอกปริมาณ โดยไม่บอกจำนวนแน่นอน เช่น much, many, all, half, enough) 
(4)Numberal Adjective (คือคุณศัพท์บอกจำนวนแน่นอน เช่น one, two, first, second, double)

(5)Demonstrative Adjective (คือคุณศัพท์ชี้เฉพาะ ได้แก่ this, that, these, those, such, same)
(6)Interrogative Adjective (คือคุณศัพท์แสดงคำถาม โดยวางต้นประโยคและมีคำนามตามหลัง เช่น what, which, whose)
(7)Possessive Adjective (คือคุณศัพท์แสดงเจ้าของ เช่น my, our, your)
(8)Distributive Adjective (คือ คุณศัพท์แบ่งแยก เช่น each, every, neither, either)

(9)Emphasizing Adjective (คือคุณศัพท์เน้นความให้มีน้ำหนักมากขึ้น เช่น own,very)
(10)Exclamatory Adjective (คือคุณศัพท์บอกอุทาน ได้แก่ what) 
(11)Relative Adjective (คือคุณศัพท์สัมพันธ์ ใช้ขยายนามที่ตามหลัง และยังทำหน้าที่เชื่อมความกับประโยคข้างหน้าด้วย ได้แก่ what อะไรก็ได้, whichever อันไหนก็ได้)

 

Description:   Adverb บางครั้ง เรียกว่า modifier  คือ คำที่มีหน้าที่ขยาย Verb , Adjective, Adverb, ประโยค หรือวลีให้เด่นชัด
โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่ม
(1)Simple Adverb คือกริยาวิเศษณ์สามัญ อาจเป็นคำเดียว กลุ่มคำหรืออนุประโยค เช่น slowly, late, well, next week, in the evening, at this building, outside, sometimes, hardly, almost, enough, very, yes, no, perhaps เป็นต้น
(2)Interrogative Adverb คือปฤจฉากริยาวิเศษณ์ หรือ adverb ที่ใช้กริยาเป็นคำถาม อาจเป็นคำเดียว หรือคำผสม เช่น When, Where, Why, How, How long, How often, How much เป็นต้น 
(3)Conjunctive Adverb หรือเรียกว่า Relative Adverb ก็ได้ คือกริยาวิเศษณ์สันธาน มีรูปคล้าย Interrogative Adverb  แต่ใช้ขยายกริยาในประโยคและก็เชื่อมข้อความหน้ากับข้อความหลังให้สัมพันธ์กันด้วย เช่น I don’t know when he will come. (when ขยายกริยา don’t know และเป็นคำสันธานเชื่อมประโยค 2 ประโยคด้วย)

 

Description:   Preposition คือ คำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำนามหรือคำสรรพนาม กับคำอื่นๆในประโยคเดียวกัน โดยสามารถแบ่งตามชนิดของคำออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ
(1)Simple Preposition คือบุพบทที่เป็นคำเดียวโดดๆ เช่น in, on, by, with, since, off, till เป็นต้น
(2)Compound Preposition คือบุพบทที่เป็นคำผสมตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปโดยการเติมคำอื่นหน้าคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์ เช่น about, along, across, outside, toward, without, between, except, into เป็นต้น 
(3) Participial Preposition หรือคำบุพบทที่มีรูปเดียวกับ Participle ที่ลงท้ายด้วยV.ing เช่น considering, regarding, concerning 
(4)Phrasal Preposition หรือบุพบทวลี คือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นบุพบทคำเดียว เช่น because of (เพราะว่า), by mean of (โดยวิธี), for the sake of (เพื่อเห็นแก่), instead of (แทนที่), in order to (เพื่อที่จะ), with reference to, in regard to (เกี่ยวกับ)

 

Description:   Conjunction คือคำที่ใช้เชื่อมคำ กลุ่มคำ หรือประโยคเข้าด้วยกัน โดยคำที่นำมาเชื่อมต้องเป็นคำชนิดเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน เช่น Time and tide waits for no man. (เวลาและกระแสน้ำไม่เคยคอยใคร โดยand เชื่อมนามกับนาม), Do not walk up, but down the hill. (ห้ามเดินขึ้น แต่ให้เดินลงจากเขา โดยbut เชื่อมบุพบทกับบุพบท), Peter told his mother that he passed his examination. (ปีเตอร์บอกกับแม่ของเขาว่า เขาสอบผ่าน โดย that เชื่อมอนุประโยคกับอนุประโยค) She studied hard but she failed. (เธอเรียนหนัก แต่เธอสอบตก โดย but เชื่อมประโยคกับประโยค) เป็นต้น 

Description:   Interjection คือ คำอุทาน หรือคำที่เปล่งเสียงออกมา แสดงความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากจิตใจ หรืออารมณ์อย่างกระทันหัน เช่น Oh! แสดงความประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น, Aha! แสดงความพอใจ ชื่นชม,
God! แสดงความตกใจที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิด, Hey! เรียกความสนใจ

, Wow! แสดงความดีใจ ปลื้มใจที่ไม่คาดคิดมาก่อน, Help! ร้องขอความช่วยเหลือ โดยคำอุทานเป็นคำชนิดเดียวในภาษาอังกฤษที่ไม่มีหน้าที่หลัก
ย้อนกลับ
กลับสู่เมนู
ถัดไป

        
 
 
ดูทั้งหมด
 
 
Copyright © 2017 Toki Net All rights reserved.
เว็บไซต์การศึกษาดอทคอม เป็นเว็บไซต์ E-Learning ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรก และแห่งเดียว ในประเทศไทย ได้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน กวดวิชา สถาบันกวดวิชาออนไลน์ เฉลยข้อสอบเอเน็ทเฉลยข้อสอบโอเน็ท รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ด้านการศึกษาอีกด้วย ที่จะช่วยให้เด็กไทย ได้รับความรู้ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเหนื่อยต่อการเดิน ทางไกล สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ทดลอง "เรียนฟรี" ได้แล้ววันนี้ กับ เว็บไซด์เพื่อการศึกษา การศึกษาดอทคอม