กลับไปหน้าหลัก
Counter Service
หน้ารวม ประถม-มัธยม | นักศึกษามหาวิทยาลัย | หนุ่มสาวออฟฟิศ | ผู้ปกครอง
 
 
5 อันดับลิงค์ยอดนิยม
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 1
34
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 2
15
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3
13
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4
12
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 5
10
5 อันดับสมาชิกนิยมสูงสุดในฟอรัม
อันดับที่ 1 kwiin
5
อันดับที่ 2 BOL@#$%^&*(
3
อันดับที่ 3 minjo
3
อันดับที่ 4 mankittisak
3
อันดับที่ 5 zola
2
ย้อนกลับ
กลับสู่เมนู
ถัดไป
กรุณา Login ก่อนทำการให้หลอดไฟ
ยังไม่มีผู้ให้หลอดไฟ

List:  Verbs: Finite                                                 

=================================
Description:    กริยาหลัก (Principal Verb) เป็นกริยาที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เป็นประโยคที่มีใจความสมบูรณ์
โดยมี 2 ลักษณะ คือ
(1)Transitive หรือสกรรมกริยา เป็นกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับจึงจะเป็นประโยคที่มีใจความสมบูรณ์ เช่น
A teacher punished a lazy student.(คุณครูทำโทษนักเรียนที่เกียจคร้าน โดยกรรมของประโยคคือ a lazy student) และ (2) Intransitive Verb หรืออกรรมกริยา เป็นกริยาที่ไม่ต้องการกรรมมารองรับ ก็สามารถทำให้รูปประโยคมีใจความสมบูรณ์ เช่น I run faster than you. (ฉันวิ่งเร็วกว่าคุณ โดยมี faster than you เป็นส่วนขยาย ไม่ใช่กรรม)

Description:    Verbs: Finite, กริยาจำนวนมากสามารถจะใช้อย่างมีกรรม หรือไม่มีกรรมก็ได้ ขึ้นอยู่กับความหมายในประโยคนั้นๆ เป็นสำคัญ ได้แก่ speak, sing, play, see, learn, hear, understand, begin เป็นต้น ตัวอย่างเช่น

He is playing in the field. (play เป็น intranstive verb ในประโยคนี้ ) เปรียบเทียบกับ
He is playing football in the field. (play เป็น transtive verb เพราะมี football มารองรับ), Our school will open in May. (โรงเรียนจะเปิดในเดือนพฤษภาคม โดย open เป็น intranstive verb) แต่
I am opening the window. (แต่เราใช้open เป็น transtive verb ในประโยคนี้ หมายความว่า ฉันกำลังเปิดหน้าต่าง)

 

Description:    Verbs: Finite, กริยากลุ่มหนึ่งสามารถมีกรรมได้ 2 ตัว (Double objects) เช่น give, write, show, sell, buy, tell, say, etc… โดย แบ่งเป็น
(
1)Direct Object หรือกรรมตรง คือ กรรมที่เป็นสิ่งของ มักเป็นกรรมที่ตามหลังกริยามาทันทีหรือสิ่งที่ถูกกระทำกริยาโดยตรง
(2)Indirect Object หรือ

กรรมรอง คือ กรรมที่เป็นบุคคลหรือสัตว์เท่านั้น มักมี to นำหน้า แต่ถ้ากรรมรองเป็นคำสรรพนาม เรานิยม
วางกรรมบุคคล หน้ากรรมสิ่งของ โดยไม่ต้องมี to มาเชื่อม ตัวอย่างเช่น
Malee is giving some flowers to her teacher. (กรรมตรงคือ some flowers และกรรมรองคือ her teacher) มีความหมายเหมือนกับ Malee is giving her some flowers.

 

Description:    Verbs: Finite, เราสามารถใช้ v. to be นำหน้าสำนวน about to + V. ช่อง 1  แปลว่า จะ เพื่อแสดงถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ตัวอย่างเช่น
They are about to start journey this evening. (พวกเขาจะออกเดินทางกันเย็นนี้), Mr. Nop is about to be here soon. (นายนพจะมาถึงที่นี่เร็วๆนี้) โดยสามารถใช้ be about to + V.1แทน Future Simple, be going to + v.ing หรือ Present Continuous ได้ในเรื่องเดียวกันนี้

 

Description:    Verbs: Finite, Verb to Do เป็นกริยาแท้ แปลว่า ทำ เช่น I have done my exercise. (ฉันทำแบบฝึกหัด), We did our job very well. (พวกเราทำงานของพวกเราได้ดีมาก)

แต่เมื่อ V. to do ถูกใช้เป็นกริยาช่วยใน Present Simple และ Past Simple ในการทำประโยคคำถาม และปฏิเสธจะไม่มีคำแปล เช่น Do you speak French at home?  (คุณพูดภาษาฝรั่งเศสที่บ้านไหม), She doesn’t drink alcohol, does she? (เธอไม่ได้ดื่มแอลกฮอล์ ใช่ไหม) และเรายังสมารถใช้ v.to do หนุนกริยาหลัก เพื่อแสดงเน้นย้ำว่าประธานทำกริยานั้นจริงๆ เช่น I did went to school yesterday. (ฉันไปโรงเรียนเมื่อวานนี้จริงๆ), Do come with us.(ไปกับพวกเราให้ได้นะ)

 

Description:    Verbs: Finite, Verb to have ในความหมาย ควรจะ…..ดีกว่า ได้แก่
had better, had rather, had sooner ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ 1 เสมอ สามารถทำเป็นปฏิเสธโดยการเติม not หลัง better และ rather และทำเป็นคำถามโดยนำ had ไว้หน้าประธาน ตัวอย่างเช่น You had better go back now. (คุณควรจะกลับไปเดี๋ยวนี้ดีกว่า ทำเป็นปฏิเสธคือ You had better not go back now. และคำถามคือ Had you better go back now?  มีความหมายและหลักการเดียวกับ would better และ would rather….than ในภาษาพูด ที่ไม่เป็นทางการ เช่น You would better go back now.  You would rather go back than stay here.

 

Description:    Verbs: Finite, would แปลว่า จะ เป็นรูปอดีตของ will แต่เราสามารถใช้ would แสดงปัจจุบันในลักษณะต่อไปนี้ คือ(1) would like แปลว่า “อยากจะ, อยากให้” สำนวนการพูดเพื่อความสุภาพ เช่น I would like to meet you every day. (ฉันอยากจะพบคุณทุกๆวัน);
(2) เราจะใช้ would + V.1 ในการถามที่เราไม่แน่ใจ หรือเป็นการชักนำในรูปคำถาม เช่น Would you have some cold drinks? (คุณจะรับเครื่องดื่มเย็นๆสักแก้วไหม);
(3) would ร่วมกับกริยา mind, please เพื่อความสุภาพในการถาม ขอร้อง หรือออกคำสั่ง เช่น Would you mind if I smoke? (คุณจะรังเกียจไหม ถ้าฉันจะขอสูบบุหรี), Would you please shut the window? (คุณช่วยกรุณาปิดหน้าต่างให้หน่อยได้ไหม)

 

Description:   Verbs: Finite, should แปลว่า จะ เป็นรูปอดีตของ shall  แต่เราสามารถใช้ should ในปัจจุบัน แปลว่า ควรจะ เป็นปัจจุบันกาลใช้ได้กับประธานทุกพจน์ทุกบุรุษ เพื่อแสดงหน้าที่ที่ต้องกระทำ การให้คำแนะนำ ซึ่งมีความหมายเท่ากับ ought to เช่น You should go on a diet. (คุณควรจะลดอาหารลงบ้างนะ) แต่เราจะใช้ should have + Verb 3 เพื่อแสดงอดีต ที่ควรจะเกิดในอดีต แต่ความจริงไม่ได้เกิดขึ้น เช่น John should have studied hard before the examination. (จอห์นควรจะเรียนหนักก่อนสอบ แต่ในอดีตเขาไม่ได้กระทำ คือไม่ได้เรียนหนัก)

Description:    Verbs: Finite, could แปลว่า สามารถ เป็นรูปอดีตของ can
แสดงถึงความสามารถที่ได้กระทำในอดีต
แต่ถ้าความสามารถนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ เราต้องใช้รูปแบบ could + have + Verb 3
 แทน เช่น I could have lent you the money.  Why didn’t you ask me?

 (คุณสามารถที่จะยืมเงินฉันได้ แต่ทำไมคุณไม่ขอฉันหล่ะ ซึ่งก็คือ ในอดีต เราไม่ได้ยืมเงิน ทั้งๆที่สามารถจะยืมได้)

Description:    Verbs: Finite, เปรียบเทียบการใช้ can + V.1 = be (is,am,are) able to + V.1 ใช้แสดงสามารถของการกระทำในปัจจุบัน เช่นCan they speak English? (= Are they able to speak English? แปลว่า คุณสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ไหม) โดยปกติ could จะใช้เพื่อบอกให้ทราบว่า เป็นความสามารถที่จะทำได้ หรือไม่ได้ในอดีตเท่านั้น แต่ถ้าเราต้องการบอกว่า การกระทำนั้นประสบผลสำเร็จมาแล้ว เราต้องใช้ was, were + able to + V.1 แทน could  เช่น
I was able to pass the examination last year.
และรูปอนาคตคือ will, shall + be able to + V.1 เพื่อบอกความสามารถที่จะกระทำได้ในอนาคต เช่น They can speak English well and next year they will be able to speak French too.

 

Description:    Verbs: Finite, Might แปลว่า อาจจะ เป็นรูปอดีตของ may  ตามด้วยกริยาช่องที่ 1 เสมอ และเราสามารถใช้ might ในความหมายปัจจุบัน เพื่อแสดงความไม่แน่ใจของผู้พูดว่า แต่แต่หากมั่นใจอย่างแน่นอนให้ใช้ may แทน เช่น I don’t know where he is.  He might be at his office. (ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาอาจจะอยู่ที่ออฟฟิต แต่ถ้าเราแน่ใจว่าเขาอยู่ที่ออฟฟิตแน่นอน จะพูดว่า I think he may be at his office certainly.  และเราจะใช้ might + have + Verb 3  เพื่อแสดงถึงความไม่แน่นอนใจ ขณะที่พูดถึงสิ่งที่เป็นอดีต เป็นไปในลักษณะวิเคราะห์เหตุการณ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เช่น I can’t imagine why she was late.  She might have been delayed by the rain or she might have had an accident.

Description:    Verbs: Finite, Must  แปลว่า ต้อง
เป็น  Present Tense อย่างเดียวเท่านั้น โดย
รูปอดีตให้ใช้ had to  และ
รูปอนาคตให้ใช้ will,shall have to แทน เช่น You must study Chinese. (แสดงข้อบังคับในปัจจุบันว่า คุณต้องเรียนภาษาจีน), You had to study Chinese.
(แสดงข้อบังคับในอดีต), You will have to study Chinese. (แสดงข้อบังคับในอนาคต) โดยรูปปฏิเสธของ must คือ mustn’t และ had to คือ didn’t have to

 

Description:    Verbs: Finite, Ought to
+ V.1แปลว่า ควรจะ มีความหมายเหมือน should + v.1ใช้แสดงถึงการกระทำอันเป็นหน้าที่หรือสมควรที่จะกระทำในปัจจุบัน เช่น You should start your job at once. (คุณควรจะเริ่มงานของคุณทันที) และเราสามารถทำเป็นคำถาม โดยนำ ought  ไว้หน้าประธาน และเติม not หลัง ought เมื่อทำเป็นปฏิเสธ เช่น Ought I to help you? (ฉันควรจะช่วยคุณดีไหม = Should I help you?), I ought not to help you. (ฉันไม่ควรจะช่วยคุณ = I should not help you.) แต่เมื่อเราต้องการรูปอดีต คือ ought + to have + Verb 3 

 

Description:    Verbs: Finite, Used to แปลว่า  เคย มีรูปเป็นอดีตเพียงรูปเดียว ดังนั้น เราจะใช้ used to กับการกระทำที่เคยทำในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ทำแล้ว โดยมีหลักการใช้คือ (1)used to + Verb 1 เสมอ มีความหมายเท่ากับ V.2 เช่น There used to be a cinema in this street last year. (เคยมีโรงภาพยนตร์บนถนนสายนี้ เมื่อปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว); (2) ทำเป็นปฏิเสธ โดยใช้ did not use to, never used to, หรือ used not to + Verb 1 ได้ทั้งนั้น และ (3)Used to เมื่อทำเป็นประโยคคำถามก็จะใช้ Did เข้ามาช่วย เช่น Did they use to play golf ?  No, they never used to play golf. (เขาเคยเล่นกอล์ฟไหม ไม่เขาไม่เคยเล่นกอล์ฟ)
ย้อนกลับ
กลับสู่เมนู
ถัดไป

        
 
 
ดูทั้งหมด
 
 
Copyright © 2017 Toki Net All rights reserved.
เว็บไซต์การศึกษาดอทคอม เป็นเว็บไซต์ E-Learning ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรก และแห่งเดียว ในประเทศไทย ได้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน กวดวิชา สถาบันกวดวิชาออนไลน์ เฉลยข้อสอบเอเน็ทเฉลยข้อสอบโอเน็ท รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ด้านการศึกษาอีกด้วย ที่จะช่วยให้เด็กไทย ได้รับความรู้ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเหนื่อยต่อการเดิน ทางไกล สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ทดลอง "เรียนฟรี" ได้แล้ววันนี้ กับ เว็บไซด์เพื่อการศึกษา การศึกษาดอทคอม