กลับไปหน้าหลัก
Hello Adv
หน้ารวม ประถม-มัธยม | นักศึกษามหาวิทยาลัย | หนุ่มสาวออฟฟิศ | ผู้ปกครอง
 
 
5 อันดับลิงค์ยอดนิยม
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 1
34
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 2
14
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3
13
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4
11
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 5
10
5 อันดับสมาชิกนิยมสูงสุดในฟอรัม
อันดับที่ 1 kwiin
5
อันดับที่ 2 minjo
3
อันดับที่ 3 mankittisak
3
อันดับที่ 4 BOL@#$%^&*(
2
อันดับที่ 5 ano608
1
การศึกษาต่อต่างประเทศ
Australia
Canada
China
Czechoslovakia
Denmark
England
Finland
France
Germany
Hong Kong
India
Indonesia
Ireland
Israel
Italy
Japan
Korea
Morocco
Netherlands
New Zealand
Norway
Russia
Saudi Arabia
Scotland
Singapore
South Africa
Sweden
Switzerland
Taiwan
Thailand
Turkey
USA

Australia > เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? - 19 / 02 / 2553

การศึกษาประเทศออสเตรเลีย VS.
สหรัฐอเมริกา
“เรียนที่ไหนดีกว่ากัน?”

สวัสดีค่ะ อาทิตย์นี้เราจะมาเจาะลึกถึงระบบการศึกษาของสองประเทศยอดนิยมในการเลือกไปศึกษาต่อของนักเรียนไทยกันนะคะ ว่ากันแล้วผู้เขียนไม่ได้มีประสบการณ์ในการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลียสักเทาไหร่เพราะตัวพี่เองเรียนจบมหาวิทยาลัยจากสหรัฐอเมริกา (นานมากๆแล้ว) หากแต่ว่าพี่เคยได้ไปเยี่ยมเยียนประเทศออสเตรเลียและดูงานการศึกษาต่อของประเทศออสเตรเลีย จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาในต่างแดนของทั้งสองประเทศ จึงมีผลสรุปมาให้น้องๆได้อ่านกันว่า เอ...หากสนใจที่จะไปเรียนต่อเมืองนอก (วันนี้ไม่เอาแถบยุโรปเข้ามาเอี่ยวนะคะ เราว่ากันเฉพาะประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อไม่แพงหูฉี่เหมือนทางแถบยุโรป) เรียนต่อที่อเมริกาหรือออสเตรเลีย ค่าครองชีพและค่าศึกษาเล่าเรียนยังพอถูไถได้กับโอกาสทางการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยทีทางภาครัฐบาลได้เปิดโอกาสให้กับเด็กนักศึกษาต่างชาติให้ได้เข้ามาเรียนและทำงานไปด้วยเพื่อจุนเจือค่าใช้จ่ายต่างๆระหว่างเรียน ว่าไปแล้วเรามาดูระบบการศึกษาของประเทศออสซี่และตามมาด้วยประเทศสหรัฐฯกันนะคะ อ่านดูเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าไปเรียนที่ไหนจะเหมาะสมกับสภาพการเงิน การศึกษาที่เราต้องการ และสิ่งแวดล้อมที่จะเหมาะกับเรา ขอให้น้องๆอ่านและวิเคราะห์ก่อนเลือกไปที่ใดที่หนึงเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อความสำเร็จทางการเรียน ผู้เขียนขออวยพรให้น้องๆทุกคนโชคดีค่ะ

AUSTRALIA EDUCATION SYSTEM
ระบบการศึกษาของออสเตรเลีย

ระบบการศึกษาของออสเตรเลีย แบ่งได้เป็น 5 ส่วน ตั้งแต่การศึกษาระดับ

- หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติ
-  เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านภาษาแก่นักเรียนต่างชาติ
ิเพื่อศึกษาต่อในหลักสูตรระดับต่างๆ
- ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษา ภาคบังคับเพื่อ เข้าศึกษาต่อสาย อาชีวศึกษาหรือสาย สามัญศึกษา ระดับอุดมศึกษา ประมาณปลายสิงหาคม - กลางธันวาคม
- การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเตรียมให้นักเรียนต่างชาติ มีความพร้อมใน การศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศ ออสเตรเลีย
- อาชีวศึกษาและการฝึกอบรม  เพื่อฝึกอบรมให้ นักเรียนมีความพร้อมในการเข้าทำงาน
  -  การศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อเตรียมความเป็น มืออาชีพและพัฒนาความเป็นปัญญาชน

ปริญญาโท (Master’s Degree)
การศึกษาระดับนี้ใช้ระยะเวลาศึกษา 1 – 2 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา ที่เลือกเรียน และรูปแบบการเรียน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือCoursework เป็นการเรียนแบบเข้าฟังคำบรรยาย
Research เป็นการเรียนแบบการทำวิทยานิพนธ์
Coursework and Research การเรียนแบบผสมทั้งภาคบรรยาย
ละการเขียนวิทยานิพนธ์ บางสถาบันอนุญาตให้นักศึกษาเลือกอัตรา ส่วนระหว่าง การเรียนทั้งสองแบบ เช่น นักศึกษาอาจจะเลือก Coursework 50%  และ Research 50% หรือ Coursework 70%
Research 30% บางสาขาวิชาโดยเฉพาะ MBA รับผู้ที่สำเร็จปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ แต่จะต้องมีประสบการณ์ อย่างน้อย 1 – 2 ปี ในบางกรณีสำเร็จสาขาหนึ่ง แล้วต้องการเรียนต่อปริญญาโทอีกสาขาหนึ่งทางมหาวิทยาลัยอาจ ให้ทดลองเรียน 1 ปีก่อน ซึ่งเรียกว่า “Master Qualifying”  หรือ “Prelimin ary Program” เพื่อประเมินผลการเรียนว่าจะสามารถศึกษาต่อระดับ ปริญญาโทได้หรือไม่
ปริญญาเอก (Doctoral Degree)
ระยะเวลาศึกษาประมาณ 3 – 5 ปี เป็นหลักสูตรวิจัยค้นคว้า คือ เขียนวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว ขณะนี้บางมหาวิทยาลัยพิจารณาเพิ่ม
หลักสูตร Coursework เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน  ระดับปริญญาเอกนี้ด้วย แต่ยังเป็นส่วนน้อย ผู้ที่จะเรียนระดับปริญญาเอกควร เสนอโครงร่างการทำวิจัย เพื่อหาอาจารย์ที่สนใจหัวข้อการวิจัยและยอมรับเป็น Supervisor ให้ ดังนั้นจึงควรมีพื้นฐานการทำวิจัยใน
ระดับปริญญาโทมาก่อน

ระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย
ปรัชญาการเรียนการสอนของออสเตรเลียมุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้จักคิด รู้จักตั้งคำถามและรู้จัก ค้นคว้าค้นหา คำตอบได้ด้วยตัวเอง ซึ่ง แตกต่างจากระบบการเรียนการสอนของไทย ที่เรียนรู้โดยการ ท่องจำ นักศึกษาไทยที่ประสงค์จะไปศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย จึง ควรทำความเข้าใจ และปรับตัวให้ เข้ากับระบบการเรียนการสอนและวิธีการประเมินผล

การบรรยาย (Lectures)
ก่อนเริ่มเรียนแต่ละวิชา อาจารย์ผู้บรรยายจะแจกโครงร่าง ซึ่งระบุเนื้อหาสาระของวิชาที่จะสอนและรายชื่อหนังสือประกอบการ ค้นคว้า เรียกว่า Subject Outlines เพื่อนักศึกษาจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า โดยทั่วไปอาจารย์ผู้บรรยายจะอภิปราย เนื้อหาหัวข้อ ที่สอนจาก ตำราหลายเล่ม และจากแนวคิดหลายแนว นักศึกษาจำเป็นต้องค้นคว้าอ่านหนังสือเล่มอื่นที่อาจารย์แนะนำด้วย ชั้นเรียน ขนาดใหญ่ บางชั้น มีนักศึกษา เป็นร้อย ชั้นเรียนขนาดเล็กบางชั้นมีแค่ 5 – 10 คน ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เปิดสอนว่า เป็นวิชาพื้นฐาน ภาคบังคับ หรือวิชาเลือก

USA EDUCATION SYSTEM
ระบบการศึกษาประเทศอเมริกา
ระบบการศึกษาประเทศอเมริกา
ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year)จะ เริ่มประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมี กำหนด ภาคเรียน แตกต่างกันออกไปดังนี้ระบบ Semester เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะ เวลาหนึ่งปีจะ ประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 SummerSessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ ดังนี้

1.Fall Semester
ประมาณปลายสิงหาคม - กลางธันวาคม
2.Spring Semester
ประมาณต้นมกราคม – เมษายน (บางครั้ง Summer Session จะแบ่งครึ่ง เป็น 2 ช่วงสั่นๆ)
3.Summer Session
ประมาณกลาง พฤษภาคม – สิงหาคม

ระบบ Quarter ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ ดังนี้
Fall Quarter ประมาณกลางกันยายน – ธันวาคม
2. Winter Quarter ประมาณมกราคม - กลางมีนาคม
3. Spring Quarter ประมาณต้นเมษายน - กลางมิถุนายน
4. Summer Quarter ประมาณกลางมิถุนายน – สิงหาคม

ระบบ Trimester ใน1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้
  -  First Trimester  ประมาณกันยายน - ธันวาคม
  -  Second Trimester ประมาณมกราคม - เมษายน
  -  Third Trimester  ประมาณพฤษภาคม – สิงหาคม
 ระบบ 4-1-4 ป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8%ในสหรัฐ อเมริกา แบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่คั่นด้วยภาคเรียน สั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตน เองหรือ ออก Field Trip แบ่งภาคเรียน ดังนี้
-  Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม - ธันวาคม
-  Interim ประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน)
-  Spring Semester ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม
โรงเรียนมัธยมศึกษา
(Junior High Schools / High Schools)
สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากมายกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน โดยสถาบัน ในระดับอุดมศึกษา จะแยกออก เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือ วิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community Colleges) นักศึกษาที่เรียนในวิทยาลัย Junior และ Community Colleges สามารถเลือกเรียน ได้ใน 2 หลักสูตร คือ
1.1 Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาจะลงเรียนวิชาบังคับ (General Education Requirements) เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นนักศึกษา สามารถโอนหน่วยกิต (Transfer) ไปมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐ และเอกชน เพื่อศึกษาต่อในระดับปี 3 โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่านักศึกษาจะได้รับการ ตอบรับเข้า มหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด

1.2 Terminal/Vocational Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาตรีสายวิชาชีพ หลังจาก 2 ปี แล้วนักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญาตรี  (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น

2. วิทยาลัย (Colleges) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษา หลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆวิทยาลัยหลายแห่งเปิดสอนถึง ระดับ ปริญญาโท วุฒิบัตรระดับปริญญาตรี และโทจาก College ทั้งของรัฐและเอกชนในสหรัฐอเมริกา มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่า University ทุกประการ

3. มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไปมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเปิดสอนจนถึงระดับ ปริญญาโท และเอก ในสาขาต่างๆ

4. สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology)เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และอาจเปิดสอนจนถึงระดับ ปริญญา โทและเอก สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่การสอน ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย

ระดับปริญญาโท  

การสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท
นักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อสหรัฐอเมริกาควรเตรียมตัวล่วงหน้า
ประมาณ 1 ปี เนื่องจากการ ติดต่อ  สถานศึกษาการสอบต่างๆ การ ส่งเอกสาร และการพิจารณาใบสมัครต้อง ใช้เวลามากการติดต่อ สถาน ศึกษานั้น ผู้สมัครสามารถดำเนินการเองได้ โดยขอใบสมัคร ไป ที่ Office of Admission ของ มหาวิทยาลัย พร้อมระบุว่าต้องการ
สมัครสาขาใด ถ้าเป็นการสมัครระดับปริญญาโทหรือเอกต้องเขียน ใบ สมัครไปที่ Graduate School Admissions Officeหรือ Chairman  ของคณะหรือแผนกที่ต้องการเรียน

   ในยุคคอมพิวเตอร์ นักศึกษาสามารถสมัครผ่านทางระบบ อินเตอร์เน็ตโดยต้องกรอกข้อความให้ครบถ้วนและดำเนิน การทุก ขั้นตอนตามที่สถานศึกษากำหนด ใบสมัครจะไม่ได้รับการพิจารณา ถ้าทางสถาบัน ไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการสมัคร หลังจาก ที่ส่งจดหมาย หรือแบบฟอร์มขอใบสมัครไปยังสถานศึกษา ประมาณ 3 – 6 สัปดาห์ นักศึกษาควรจะได้รับการติดต่อ กลับมาจาก สถานศึกษาซึ่งส่วนใหญ่จะส่ง รายละเอียด และใบสมัครหรือใบสมัครขั้นต้น (Preliminary Form) มาให้ผู้สมัครต้องอ่านรายละเอียด ที่ส่งมา และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเอกสารที่ สถานศึกษาต้องการให้ถึง สถานศึกษาก่อนวัน ปิดรับสมัคร

  เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัครเรียน
1.แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยแล้ว
2.ค่าธรรมเนียมการสมัคร (Application Fee) 30 –250 เหรียญสหรัฐ (แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด) ซึ่งค่าสมัครนี้จะไม่มีการคืนไม่ว่าจะรับหรือไม่รับนักศึกษาก็ตาม
3.ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง
4.สถานศึกษามักต้องการผลสอบ TOEFL, GRE และ GMAT สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก ผลสอบเหล่านี้ต้องของให้ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษาโดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่าOfficial Score Report)
5.จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน (Financial Statement) ของผู้ปกครองจากสถาบันการเงินที่ผู้ปกครองเป็นลูกค้าอยู่ ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุน ควรมีจดหมายรับรองการรับทุนแนบไปด้วย
6.จดหมายรับรอง (Letter of Recommendation) 2 – 3 ฉบับจากอาจารย์ผู้สอนหรือผู้บังคับบัญชา
7.บทเรียงความประวัติส่วนตัวและจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ หรืออาจจะเป็นหัวข้ออื่นๆ แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนดประมาณ 300 – 500 คำ

SEVIS : The Student and Exchange Visitor Information System  

ระบบ SEVIS อ่านว่า ซี-วิส (The Student and Exchange Visitor Information System)
เป็นระบบที่รัฐบาลอเมริกันนำมาใช้ในปี 2003 เพื่อบันทึกข้อมูล ของ นักศึกษาต่างชาติ และนักเรียนแลก

กลับไปด้านบน


        
 
 
ดูทั้งหมด
 
 
Copyright © 2017 Toki Net All rights reserved.
เว็บไซต์การศึกษาดอทคอม เป็นเว็บไซต์ E-Learning ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรก และแห่งเดียว ในประเทศไทย ได้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน กวดวิชา สถาบันกวดวิชาออนไลน์ เฉลยข้อสอบเอเน็ทเฉลยข้อสอบโอเน็ท รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ด้านการศึกษาอีกด้วย ที่จะช่วยให้เด็กไทย ได้รับความรู้ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเหนื่อยต่อการเดิน ทางไกล สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ทดลอง "เรียนฟรี" ได้แล้ววันนี้ กับ เว็บไซด์เพื่อการศึกษา การศึกษาดอทคอม