กลับไปหน้าหลัก
Counter Service
หน้ารวม ประถม-มัธยม | นักศึกษามหาวิทยาลัย | หนุ่มสาวออฟฟิศ | ผู้ปกครอง
 
 
5 อันดับลิงค์ยอดนิยม
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 1
34
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 2
15
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3
13
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4
12
หัวข้อที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 5
10
5 อันดับสมาชิกนิยมสูงสุดในฟอรัม
อันดับที่ 1 kwiin
5
อันดับที่ 2 BOL@#$%^&*(
4
อันดับที่ 3 minjo
3
อันดับที่ 4 mankittisak
3
อันดับที่ 5 zola
2
การศึกษาต่อต่างประเทศ
Australia
Canada
China
Czechoslovakia
Denmark
England
Finland
France
Germany
Hong Kong
India
Indonesia
Ireland
Israel
Italy
Japan
Korea
Morocco
Netherlands
New Zealand
Norway
Russia
Saudi Arabia
Scotland
Singapore
South Africa
Sweden
Switzerland
Taiwan
Thailand
Turkey
USA

India > Study in “INDIA” - 20 / 02 / 2553

Study in “INDIA”

WHY INDIA? : ทำไมต้องไปเรียนถึงอินเดีย

หากตอบเพียงว่าประเทศอินเดียน่าไปหรือไม่เพียงสั้นๆ คงไม่ทำให้หลายคนที่สนใจต่อคำถามนี้หายสงสัยไปได้ ในที่นี้จึงขอย้อนอดีตว่าเพราะเหตุใดจึงมีการส่งลูกหลานไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เหตุผลประการสำคัญคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการรุกรานของนักล่าอาณานิคมตะวันตก (Imperialism) ดังนั้น ความเข้าใจในวิธีคิด ความรู้ วัฒนธรรม และภาษาของชาวตะวันตก จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อความเจริญด้านเศรษฐกิจ และการเมืองของชาติ เจ้าขุนมูลนาย และกษัตริย์ชาติไทยในอดีตทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลในเรื่องนี้จึงส่งลูกหลาน และราชนิกูลเพื่อไปศึกษาต่อ และซึมซับเอาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศชาติ
อย่างไรก็ตาม การส่งลูกหลานไปศึกษาต่อยังประเทศตะวันตกเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ของบุคคลทั่วไป บุคคลที่สามารถไปศึกษาต่อจึงจำเป็นต้องเป็นคหบดี หรือชนชั้นสูงเท่านั้น จนเป็นที่มาของค่านิยมของชนชั้นกลางในปัจจุบันที่ต้องการส่งลูกหลานไปเรียนต่อยังประเทศตะวันตกเพื่อเป็นการสร้างสถานภาพทางสังคมให้แก่วงศ์ตระกูล
อนึ่ง ประเทศอินเดียเป็นหนึ่งในอดีตอาณานิคมของอังกฤษ ความอยู่รอดจึงต้อง "รู้ทัน" การศึกษาจึงเป็นตัวแปรสำคัญของคำว่าอยู่รอดครั้งนี้ ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และศาสนา รวมถึงจำนวนประชากรที่มหาศาลของอินเดียทำให้อินเดียต้องสร้างสายใยผูกพันทางสังคมที่แข็งแกร่ง สิ่งนั้นก็คือจุดร่วมด้านการศึกษา และการเมือง อินเดียได้พัฒนาระบบการศึกษาจน UNESCO ประกาศให้อินเดียเป็นประเทศที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลก เป็นอันดับที่ 4 ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจัดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), เทคโนโลยีชีวภาพ และวิศวกรรมด้านอวกาศ นอกจากนี้ ความโดดเด่นอีกประการคือ อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดในโลก รวมทั้งยังมีระบบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งเอื้อให้ประเทศอินเดีย ณ ปัจจุบันก้าวขึ้นสู่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับที่ 4 ของโลก
ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าระบบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยอยู่ในฝั่งตะวันตก กลับย้ายมาอยู่ในฝั่งตะวันออกโดย 1 ใน 4 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอยู่ในฝั่งเอเชียถึง 3 แห่งคือ จีน, ญี่ปุ่น และอินเดีย การซึมซับด้านวิธีคิด ความรู้ และวัฒนธรรมจากประเทศเหล่านี้จึงน่าสนใจ ดังจะเห็นได้ว่านักศึกษาจากทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจไปศึกษาต่อยังประเทศเหล่านี้กันมากขึ้น ที่สำคัญในฐานะที่เราเป็นชาวเอเชีย การเรียนรู้บนพื้นฐานของวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันน่าจะสามารถยังประโยชน์ต่อผู้ศึกษาได้มาก และสำหรับประเทศอินเดียเองก็ถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดอารยธรรมของภูมิภาคเอเชียด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่ต่ำกว่าทุกประเทศที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามชาวไทยยังมองอินเดียว่ากันดาร, ล้าสมัย และสกปรก ซึ่งความเป็นจริงความสกปรกก็มีอยู่บ้างเนื่องจากมีประชากรมาก แต่เราก็สามารถเลือกที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีได้ ส่วนคำว่ากันดาร หรือล้าสมัยลืมไปได้เลยโดยเฉพาะตัวเมืองสำคัญ อาทิ มหานครมุมไบ นิวเดลี และบังกาลอร์ เป็นต้น

สถิติที่โดดเด่นบางประการของอินเดีย
1.) สถาบัน IIT ของอินเดียติดอันดับ 3 ของมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลกรองจาก MIT และ Berkeley (ที่มา: www.physics.com.sg/uniranking.htm)
 
World's top 100 in technology (2006)
Rank Institute Country Score Citation per paper

1 Massachusetts Institute of Technology US 100 3.2
2 University of California, Berkeley US 96.7 3.4
3 Indian Institutes of Technology INDIA 87.1 -
4 Imperial College London UK 83.5 2.3
5 Stanford University US 83.4 3.5

2.) มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชีย 50 อันดับ (รวม Australia แล้ว) เป็นมหาวิทยาลัยในประเทศอินเดีย ถึง 9 แห่ง (ที่มา: www.asiaweek.com)
3.) สถาบัน IIM ของอินเดียจัดเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย (รวม Australia แล้ว) ด้านวิชาการบริหารธุรกิจ (ที่มา: www.asiaweek.com)
4.) 38% ของแพทย์ในสหรัฐอเมริกา, 36% ของเจ้าหน้าที่ในองค์กร NASA, 34% ของพนักงาน Microsoft, 28% ของพนักงาน IBM, 17% ของพนักงาน INTEL, 12% ของนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา ทั้งหมดเป็นชาวอินเดีย (ที่มา: Access to The Wealth of India, 2549)
5.) เป็นแหล่งที่มีนักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรชั้นนำมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และสามารถผลิตวิศวกรได้ราว 200,000 คนต่อปี
6.) เมือง Bangalore ในอินเดียจัดเป็นเมืองการศึกษา และเมืองแห่ง IT ระดับโลก (IT Hub) มีผลงานโดดเด่นมากมาย อาทิ Hotmail และ การแก้ปัญหา Y2K รวมทั้งยังเป็นแหล่ง Out sourc ด้าน IT ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
7.) เป็นแหล่งผลิตยาที่มีขนาด และการขยายตัวมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยมีบริษัทค้นคว้าด้าน Bio-Technology และ Genomics ถึง 170 แห่ง และกำลังเป็นวิทยาการที่ก้าวขึ้นสู่ระดับหัวแถวของโลก เช่นเดียวกับ IT
8.) เป็น 1 ใน 6 ประเทศที่มีเทคโนโลยีอวกาศชั้นสูง โดยลูกค้าสำคัญที่ว่าจ้างให้อินเดียปล่อยดาวเทียมได้แก่ เยอรมันนี, เบลเยี่ยม, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และประเทศในกลุ่มยุโรปอื่นๆ
9.) Yasutoshi Washio ผู้รู้ด้าน TQM ที่สำคัญของโลกชาวญี่ปุ่น ทำนายว่าคุณภาพของอุตสาหกรรมอินเดียจะเหนือกว่าญี่ปุ่นภายในปี 2013
10.) ผู้สำเร็จการศึกษาจาก IIT เป็น 1 ใน 3 ของพนักงานที่ได้รับการจ้างงานมากที่สุดจาก McKinsey & Company บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก
11.) จากการสำรวจ Fortune 500 พบว่าอินเดียมีคนระดับหัวแถวของโลกถึง 100 คน ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างจีนมีเพียง 33 คน

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลข้างต้นจะไม่คงที่ในแต่ละปี แต่ก็ไม่เปลี่ยนไปมากนัก สิ่งสำคัญที่อยากชี้ให้เห็นคือ ศักยภาพทางด้านการศึกษา ที่อังกฤษได้ทิ้งเป็นมรดกให้แก่ประเทศนี้ กำลังสร้างทั้งคน และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ จนอินเดียสามารถก้าวขึ้นมาผงาดอยู่ในประเทศแถวหน้าของโลกเหล่านี้คือความน่าสนใจของอินเดียเป็นความ "มีดี" ที่น้อยคนจะรับทราบ การตัดสินใจไปศึกษาต่อ หรือส่งลูกหลานไปเรียนจึงไม่น่าจะมีข้อกังขาด้านคุณภาพการศึกษา อย่างไรก็ตาม หากถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ คงต้องเรียนตามตรงว่าแม้อินเดียจะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีสูง แต่วิถีชีวิตค่อนข้างผูกพันกับวัฒนธรรมดั้งเดิม การใช้ชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อ สิ่งอำนวยความสะดวกแม้จะมีให้ครบคัน แต่ไม่หรูหรามากนัก แหล่งอบายมุกมีให้เห็นประปราย แต่จัดว่าน้อยมากหากเทียบกับบ้านเรา หรืออาจเทียบไม่ได้เลยกับประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นข้อดีของคนที่ต้องการไปศึกษาหาความรู้จริงๆ ด้านชีวิตนักศึกษาไม่ว่าจะเรียนประเทศใดการใช้ชีวิตของ "นักเรียนนอก" มักไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ต่างกันมากที่สุดคือสภาพแวดล้อมที่ขัดเกลาความแกร่งให้แต่ละบุคคล ที่อินเดียคุณจะได้เห็นถึงความสุดขั้วมากมาย ความแตกต่างที่แสนกลมกลืน รวมถึงวิธีคิดที่หลากหลาย สมองคุณจะได้ทำงาน และใช้ความคิดเชิงเปรียบเทียบอยู่เสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า

History : ความเป็นมาของประเทศอินเดีย
ประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสต์กาล ชาวดราวิเดียน (Dravidian) และชาวอารยัน (Aryan) เริ่มกำเนิดอารยธรรมต่างๆในลุ่มแม่น้ำสินธุ ต่อมาในสมัยอาณาจักรเมารยะ (ประมาณ 300 ปี ก่อนคริสต์กาล) ซึ่งมีดินแดนในตอนเหนือตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำสินธุจรดอ่าวเบงกอล พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างความรุ่งเรืองในการปกครอง ตลอดจนการสนับสนุนการเผยแพร่พุทธศาสนา ในสมัยราชวงศ์โมกุล (คริสต์ศตวรรษที่ 16 – 18) เป็นสมัยที่มีการแพร่ขยายอิทธิพล วัฒนธรรมโมกุลอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านการปกครอง ภาษา ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศาสนาอิสลาม อังกฤษเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในอนุทวีป ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อค้าขายพร้อม ๆ กับครอบครองดินแดนและแทรกแซงในการเมืองท้องถิ่น จนกระทั่งอินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) โดยมีสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดินีแห่งอินเดีย หลังจากการรณรงค์ต่อต้านการปกครองของอังกฤษมาเป็นเวลานาน อินเดียจึงได้รับเอกราชเมื่อปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) และได้รับการสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอินเดียในปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950)


Quality: คุณภาพของระบบการศึกษา
อินเดียปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยถึง 310 แห่งและมี College ที่เป็น Higher Learning อีก 15,500 แห่งซึ่งมี ความหลากหลายเรื่องคณะต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ให้เหมาะกับความ
ต้องการของนักศึกษาจากต่าง ประเทศโดยมีโปรแกรมทั้งระดับ ประกาศนียบัตร, ปริญญาตรี, ปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งคุณภาพของโปรแกรมต่าง ๆ ของอินเดียมีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก นอกจากนี้การที่อินเดียเป็น สังคมที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและศาสนา ทำให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ที่กว้างขวาง


Update : อินเดียในสายตาชาวโลก ณ วันนี้
อินเดียเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง มีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสามารถธำรงรักษาวัฒนธรรมอินเดียไว้ได้ท่ามกลางโลกยุคโลกาภิวัตน์ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของโลก อินเดียเป็นประเทศมหาอำนาจของเอเชียใต้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์ในประเทศ (GDP) สูงถึง 10% และเป็นประเทศที่สำคัญประเทศหนึ่งของเอเชีย นอกเหนือจากจีน และญี่ปุ่น อินเดียมีนโยบาย “มองตะวันออก” (Look East policy) ในขณะที่ประเทศไทยมีนโยบาย “มองตะวันตก”(Look West policy) ซึ่งเป็นนโยบายที่มีความสอดคล้องกัน อินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่มีกำลังซื้อในระดับกลางและระดับสูงราว 300 ล้านคน และในขณะนี้ ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดียครบรอบ 60 ปีในปีพ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ในระดับที่ดีมากดังนั้น ประเทศไทยควรส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเกี่ยวกับประเทศอินเดียในมิติต่างๆ ให้มากขึ้นเพื่อประโยชน์ในการสร้างความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป


Save : ค่าใช้จ่ายไม่แพงบวกกับคุณภาพการศึกษาที่คุ้มค่าการลงทุน
การไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดียเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปว่าดีกว่าไปยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกา ตรงที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก นอกจากนี้ยังเป็นชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนอีกด้วยทำให้นอกจากได้ปริญญาบัตรจากต่างประเทศแล้วยังเป็นการพัฒนา ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิ ภาพในมาตรฐานที่ว่ากันว่า ได้รับการปูพื้นฐานไว้อย่างดีจากประเทศอังกฤษเมื่อยุคที่ประเทศอินเดียถูกอังกฤษยึดเป็นอาณานิคมในอดีตอินเดียถือเป็นชาติที่มีประชากรพูดภาษาอังกฤษมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก นอกจากนี้ภาษากลาง ที่ใช้ในการเรียนการสอนคือ ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีการควบคุมคุณภาพทางการศึกษาโดยหน่วยงานของรัฐอย่างจริงจัง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเรียนค่อนข้างถูกกว่าประเทศอื่นๆแต่บางคนยังลังเลว่าชาติที่มีประชากรมากเป็นอันดับ2ของโลกอย่างประเทศอินเดียที่เรามักเห็นคนจนมากมายแล้วจะมีความล้ำหน้าทางด้านวิชาการและระบบการศึกษาแค่ไหนเรื่องนี้ต้องบอกว่าหากเราดูเรื่องการศึกษาของแดนภารตะแห่งนี้เป็นหลัก
ต้องถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว แวดวงการศึกษาชั้นนำของโลกต่างยอมรับในคุณภาพ โดยองค์กรของยูเนสโก ฝ่ายการศึกษาได้จัดให้ระบบการศึกษาได้คุณภาพในอันดับ 4 ของโลก เพราะอินเดียในปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเครือข่ายทางการศึกษาระดับสูง ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับปริญญาโทขึ้นไปที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มีโรงเรียนมากกว่า 5,000 แห่งและมีมหาวิทยาลัยมากกว่า 310 แห่งทั่วประเทศและได้รับการรับรองจากรัฐบาล


Friendly : มิตรไมตรีจากคนในประเทศอินเดีย
ความคล้ายคลึงกันทางด้านวัฒนธรรม และการที่ประเทศ อินเดียอยู่ค่อนข้างใกล้กับประเทศไทยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นประโยชน์กับนักเรียนไทยที่คิดจะไปศึกษาต่อที่อินเดีย อินเดียกับ
ไทยมีความผูกพันด้านศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ศิลปะ และสถาปัตย-กรรมมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (ปี 329 ก่อนคริสตกาล หรือพุทธศักราช 300) ได้มีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดน “สุวรรณภูมิ” ในปัจจุบัน มรดกทางวัฒนธรรมและประเพณีจากอนุทวีปยังคงมีอิทธิพลสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย


Change : ควรทำดังนี้...หากคุณมีโอกาสได้ไปเรียนต่อ ณ ประเทศอินเดีย
ถ้าต้องการศึกษาในประเทศอินเดียนานกว่า 6 เดือน ควรใช้ Student Visa ถ้าอยู่สั้นกว่าควรใช้ Tourist Visa
ระเบียบการและเอกสารยื่นขอวีซ่าเข้าอินเดียมีดังนี้

1. ค่าธรรมเนียมในการทำวีซ่า1,700 บาท อยู่ ได้ 6 เดือน
2. ใช้พาสปอร์ตตัวจริง+รูปถ่าย 2 ใบขนาด 2 นิ้ว
คนต่างด้าว จีน อิสราเอล ต้องทำวีซ่า ประมาณ 2,100 บาท อยู่ได้
6 เดือน/คนอเมริกา ใช้เวลาในการทำวีซ่า 4 วันทำการประมาณ
3,100 บาท

โดย พัทธนัท์ กฤดิบวร (นักเรียนทุนฮาวาย & ศิษย์เก่าเตรียมอุดมศึกษารุ่น 60)

กลับไปด้านบน


        
 
 
ดูทั้งหมด
 
 
Copyright © 2017 Toki Net All rights reserved.
เว็บไซต์การศึกษาดอทคอม เป็นเว็บไซต์ E-Learning ที่สมบูรณ์แบบแห่งแรก และแห่งเดียว ในประเทศไทย ได้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน กวดวิชา สถาบันกวดวิชาออนไลน์ เฉลยข้อสอบเอเน็ทเฉลยข้อสอบโอเน็ท รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ด้านการศึกษาอีกด้วย ที่จะช่วยให้เด็กไทย ได้รับความรู้ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเหนื่อยต่อการเดิน ทางไกล สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ทดลอง "เรียนฟรี" ได้แล้ววันนี้ กับ เว็บไซด์เพื่อการศึกษา การศึกษาดอทคอม